National Research Council of Thailand Kasetsart University
International Language
ภาษาไทย
 
Site Search:
 
Main Menu
ร้านอาหารไทยในต่างแดน


Gati Thai Restaurant
Addia Ababa, Bole Road, Behind Saay Cake ,Opposite UNHCR, ET

Super Bowl Thai Cafe
1105 N. Mountain Ave., US
บทสัมภาษณ์

บทสัมภาษณ์คุณจิตวิภา สุขพิทักษ์สกล
Chitvipas Sakpituksakul. Minister Counselur (Commercial). Office of Commercial Affairs, Royal Thai Embassyin Vienna.
Web Links

 
 
 
บทสัมภาษณ์คุณจิตวิภา สุขพิทักษ์สกล

 

บทสัมภาษณ์คุณจิตวิภา  สุขพิทักษ์สกล

( Chitvipas  Sakpituksakul )

Minister  Counselur  (Commercial)

Office  of  Commercial  Affairs,  Royal  Thai  Embassyin  Vienna.

E-mail : Chitvipas @elunet.at

 

ผู้สัมภาษณ์ : ที่ผ่านมาโครงการโปรโมตอาหารไทยสู่ครัวโลกมาถึงปัจจุบันนี้ ผอ.คิดว่ามันไปได้ก้าวหน้าอย่างไร หรือว่าเราจะต้องพยายามผลักดันไปตรงไหนอีก

                คุณจิตวิภา : ที่อาจารย์ใช้จุดนี้นะถูกแล้ว เพราะทำยังไงให้มองว่าอาหารไทยเป็นอาหารที่เหมาะกับแนวการบริโภคในปัจจุบันของคน เพราะเวลานี้คนรู้หมดแล้วว่าโรคเกิดจากการกินเยอะๆ การกินที่ไม่เหมาะสม ที่ไม่ถูกต้อง ทำตลาดที่นี้จะเน้นว่าอาหารไทยเป็นอาหารสุขภาพเพราะอะไร  หนึ่งเรามีจุดเด่นคือ ในตัวอาหารเองมี Herb , Spicy เยอะ หมายถึงว่าในหนึ่งรายการ ไม่น้อยกว่า 5 – 6 อย่างอย่างน้อย  และทุกอย่างมีคุณประโยชน์หมด ซึ่งให้ไม่ได้กินเพื่ออร่อยแต่กินเพื่อสุขภาพเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แล้วคนสมัยนี้เป็นโรคเยอะ

สังเกตสมัยนี้มันจะมีโปรดักส์ที่เป็นBiOมากขึ้น ไบโอก็คือออร์แกนิคส์ ที่นี้เรียกBO ที่นี้มีขนาดว่าเป็นซูปเปอร์มาร์เก็ตบีโอเลย คือทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น Cook Food เป็น BOหมด คือทำมาจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นอินทรีย์สาร คือปลูกโดยอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมี ฉะนั้นช่องทางของBO นั้นเยอะมากที่นี้ เพราะคนที่นี้มีสตางค์สามารถจ่ายได้

จุดหนึ่งคืออาหารไทยเข้ากับเทรนการบริโภคของคนปัจจุบัน ให้ความเอร็ดอร่อย ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งมองว่าเราสั่งอาหารจีนและอาหารจีนมันมากและสมัยนี้มีไชน่าฟูดส์ซินโดรม ซึ่งเราตีตรงนั้น คือทำการตลาดจะต้องตีคนอื่นให้ลง ทำยังไงให้อาหารไทยเด่นกว่าคนอื่น มีจุดขายพูดง่ายๆ ดีใจมากเลยที่อาจารย์พูดถึง Coconut Oil เพราะโดนบ่นว่าใช้ Coconut Cream ยังไง มันจะดีหรือ ก็เลยบอกว่าก็ดีกว่า  Milk แน่นอนเพราะมัน Fat จาก Animal ก็ดีที่มี Research  ฉะนั้นดูจุดขายก็คือเอาอาหารไทยบริโภคสุขภาพ  แล้วก็เอาแนวของBO มาใช้ ซึ่งมองว่าเราน่าจะทำ Product ใหม่ที่เป็น BO ขึ้นมา อีกขั้นนึงแล้ว  ก็จะเป็นช่องทางที่เป็นสินค้า Valuableness สูงมาก เพียงแต่ว่าแต่ละอย่างต้องใช้ระยะเวลา ต้องใช้ความอดทน ใบไม่สวยใบอาจจะเล็กกว่าปกติ เพราะเราไม่ได้ใช้สารเคมีแต่ว่าปลอดภัย และก็มีตลาด มีคนยินดีที่จะจ่ายแพง

อยากให้อาจารย์ combine ความเป็นออร์แกนิกส์ตรงนี้เข้าไป  มันจะเป็นอะไรที่เราสามารถนำกลับไปผลิตอาหารที่เป็นคุณภาพมากขึ้น เป็นการปรับเรื่องของวัตถุดิบ คือทุกอย่างต้องเลี้ยง ไก่ก็จะต้องเลี้ยงแบบเป็นธรรมชาติ ซึ่งตรงนี้อยากให้ทางบ้านเราเอาไปสร้างให้เยอะ คือจริงๆแล้วตลาดเราพร้อมแล้วที่จะอ้าแขนรับ แต่ทุกวันนี้แม้กระทั่งผลไม้ปกติของบ้านเราที่ส่งมาขายที่นี้ทำไม่พอ เราโปรโมตแทบตายยังไม่พอขาย  มะม่วงที่นี้ไม่ต้องถึง BIO แต่เกษตรกรต้องมีความรู้ ต้องGAP คือต้องดูแลการผลิต ดูแลคุณภาพตั้งแต่ต้นจนจบ เอาแค่ธรรมดาก่อน ไม่ใช่ขายอยู่ข้างถนนแล้วบอกขายไม่ออกไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่มาขายยุโรปไม่ได้ แต่ถ้ามีBIO ก็จะมีตลาดอีกขั้นนึง ทีนี้เรามาโปรโมตแทบตายบางทีทางโน้นผลิตไม่ได้ ไม่พอ คือตอนนี้อยากให้ทางเกษตรก็ดี หรือนักวิชาการก็ดีเข้าไปลงตรงนี้ 

อาจารย์อย่าลืมว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลก เราเป็น Food Producer of for The World เรามีจุดแข็งเรื่องอาหารเพราะเราเป็นประเทศที่ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เรามีความอุดมสมบูรณ์เราได้เปรียบประเทศอื่นเยอะแยะนะคะ ซึ่งเราใช้ตรงนี้ ความได้เปรียบของเราที่คนอื่นมีสู้เราไม่ได้ ถึงบอกอุตสาหกรรมอาหารประเทศไทยไม่มีตาย ถ้าประเทศไทยตายนะโลกทั้งโลกตายหมด

 

ผู้สัมภาษณ์ : ถ้าเปรียบเทียบอาหารไทย กับอาหารอิตาเลียน และฝรั่งเศส เป็นอย่างไร

คุณจิตวิภา : คือต้องเข้าใจว่าเรื่องของอาหาร คือเรื่องของวัฒนธรรม ฝรั่งเศสก็ว่าของเขาเจ๋ง อิตาลีก็บอกของเขาเจ๋ง  แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะรับเราไม่ได้  แต่ใช้เวลา  อาจารย์ทราบไหมคะว่าอาหารไทยในฝรั่งเศสมีกี่ร้าน มีไม่เกินร้อยร้าน  มี 60 – 70 ร้าน ถ้าจำไม่ผิดนะคะ อิตาลีมี 5 ร้าน เขาก็ถือว่าวัฒนธรรมอาหารเขาแข็งเขาเจ๋ง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอิตาลีจะไม่กิน ตอนนี้เริ่มมีมากขึ้น คือเขาเริ่มรู้จักเขาเริ่มเปิดรับ แต่มันไปได้อย่างช้าๆ ตอนแรกมีร้านอาหารไทยอยู่ร้าน สองร้าน  ตอนนี้เพิ่มเป็นห้าเป็นหก กำลังจะเปิดอีกขึ้นเรื่อยๆ ต้องใช้เวลาสำหรับตลาดพวกนี้ แต่ตลาดอย่างเยอรมันนี้ไม่มีปัญหา อย่างนี้โอเค แม้กระทั่งญี่ปุ่นก็ยัง happy เพราะอาหารไทยในตัวของมันมีเสน่ห์ 1. เรื่องของ Benefits  2. รสชาติดี กลมกล่อม  อาหารจานหนึ่งมีหลายรส 2 – 3 รสอย่างน้อย  มันทำให้รับประทานแล้วกลมกล่อม วิธีการ Cook มีหลายแบบต้องต้ม ผัด อะไรทุกอย่าง ฉะนั้นเวลาเราจัด combination ของชุดอาหารมันจะมีหลากหลาย และวัฒนธรรมการกินทำให้เกิดการ sharing เกิดการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างคนกิน ไม่ใช่ตัวใครตัวมัน จะสอนฝรั่งอยู่เสมอว่าเวลากิน ต้องกินอย่างนี้ เพราะจะได้กินตั้งหลายจาน ถ้าสั่งคนเดียวก็กินได้จานเดียว มา sharing กัน ได้มากินข้าว ไม่ใช่เหมือนกับว่าต่างคนต่างกิน

 

ผู้สัมภาษณ์ : เหมือนกับว่าวัฒนธรรมอันนี้ก็ยังไม่แพร่หลายใช่ไหมคะ

คุณจิตวิภา : แต่เราก็ต้องค่อยๆสอน และก็ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของที่นี้ด้วยคือ แม้กระทั่งคนเป็นแฟนกันอยู่บ้านเดียวกันฉันสามีภรรยา เขายังแชร์ค่าใช้จ่ายกัน เวลาไปกินข้าวด้วยกันยังต่างคนต่างจ่ายเลย นี่คือวัฒนธรรมของเขา เป็นวัฒนธรรมของเขาที่ต้องเข้าใจ ฉะนั้นมันจะเปลี่ยนอยาก

 

ผู้สัมภาษณ์ : แต่เขารับได้ไหมคะในการรับประทานแบบ sharing

คุณจิตวิภา : ถ้าคนที่สัมผัสอยู่กับเราเขาก็รับได้ อย่างลูกน้องจะกินแบบนี้ทุกคนเลยชอบด้วย เวลาพาลูกน้องไปเลี้ยงอาหารทุกเดือน ก็จะถามว่าจะกินอะไรเขาก็บอกอาหารไทย แต่เรานี้เบื่อมากเพราะเรากินทุกวัน แต่ก็โอเคก็ไปกินเพราะเขาก็เคยเห็นเรากิน sharing เขาก็ทำ เขาก็กิน แต่มันต้องค่อย ๆ  เพราะเรื่องของวัฒนธรรม ค่อยๆไป วัฒนธรรมของเขา Take Time คนที่นี้ขี้เหนียวเวลาไปสี่คนเราก็สั่งสี่อย่าง แล้วก็เอาข้าวมาแชร์ แล้วก็ใช้ช้อนกลาง  คือเขาก็กลัวเรื่อง hygiene ด้วย เราก็บอกก็ใช้ช้อนกลาง ก็ตักช้อนกลางไปใส่ในจานคุณไง เราก็ทำกับลูกน้องเรา เขาก็เริ่มเรียนรู้แต่ว่าเราก็แนะนำได้ในวงแคบ เราต้องไปปฏิสัมพันธ์ด้วยมันถึงจะได้

 

                ผู้สัมภาษณ์ : อันนี้ก็คือเอกลักษณ์อย่างนึงใช่ไหมของอาหารไทยที่เราต้องใช้เวลา

                คุณจิตวิภา : ก็คืออาจจะต้องสอนต้องค่อย ๆ บอกไป ก็บอกถ้าทำอย่างเราได้กินตั้งสี่อย่าง แต่ก็ต้องใช้ช้อน

กลาง เราก็ค่อย ๆ บอกให้เขารู้ อย่างเวลาเชฟสอนให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ถามเขาว่า why เพราะอะไร มันต้องมีเหตุและผล ไม่ใช่บอกเขาเฉย ๆ เพราะคนกลุ่มนี้จะสงสัยเขาจะไม่รู้ว่าเราทำแบบนี้เพื่ออะไร

 

                ผู้สัมภาษณ์ : ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือรสชาติของอาหาร หรือวิธีการปรุงอาหารของร้านอาหารไทย อย่างร้านอาหารไทยในเวียนนาที่คิดว่ามันแปลกไปหรือมันเปลี่ยนไปไหมหรืออย่างไร

                คุณจิตวิภา : มันมีอยู่สองประการคือคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ ถ้าไม่ได้รับการสอนคือเขาทำมาโดยที่เขาเห็นลักจำมาจากพ่อแม่ แล้วเขามาอยู่ที่นี่ เขาก็ทำแบบไม่มีสูตร คือปัญหานี้ถึงจะต้องมาสอน 90ชั่วโมง คนที่มาเรียนก็เจ้าของร้านอาหารมีตั้งหลายร้าน ก็เริ่มสอนตั้งแต่ Basic เรื่องการชั่งตวงวัดก่อน ถ้าไม่มีการชั่งตวงวัด มันจะเป็นมาตรฐานได้อย่างไร หรือจะใช้ความรู้สึกหรือถ้าวันนี้ปากเราขม ปากเราเค็ม ก็เปลี่ยนไปแล้ว มาตรฐานการชั่งตวงวัดเป็นหลัก มันตรงที่สุดแล้ว หลายคนที่มาจากประเทศไทยแล้วมาทำร้านอาหารคือลักจำจากบรรพบุรุษมา แต่ถามว่าทำถูกไหม เขาก็ทำไม่ได้ผิดหรอก แต่ว่ามันก็ไม่ได้ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างน้อยมันมีเทคนิคของมันอยู่ในการทำอาหารนะคะ แม้กระทั่งการหั่นผัก ถึงจะทำคอร์สต่างประเทศมาหลายคอร์ส เอาเชฟดัง ๆ ที่ลงหนังสือพิมพ์มา ตอนที่เขามาก็สอนเขา เขาเป็นเชฟที่ดูไบ ปรากฏว่าเขาบอกว่ามาสอนอะไร Basic เขาไม่สนหรอก เราก็บอกใจเย็นแล้วเราก็เอา ดร. มาสอน ดร.อมรรัตน์ของดุสิต พวกนี้เป็นเชฟ เราเลยต้องดูคนสอนด้วยต้องดูคนเรียนด้วย แล้วส่งคนไปสอนเพื่อให้เขายอมรับ สอนแม้กระทั่งเด็ดใบ เขาบอกว่าที่เขาทำมานั้นผิดหมดเลยนะ

 

                ผู้สัมภาษณ์ : เท่ากับว่าตรงนี้คุณจิตวิภาก็แก้ไขด้วยการฝึกเปิดหลักสูตรสอนเชฟ

                คุณจิตวิภา : ใช่คะ

 

                ผู้สัมภาษณ์ : แล้วเก็บเงินเขาไหมคะ

                คุณจิตวิภา : เก็บคะ เราไม่ได้สอนให้ใครฟรี เราถือว่าทุกคนต้อง Take ค่ารับผิดชอบ หมดสมัยแล้วที่รัฐจะต้องมาส่ง มา Support ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราถูกคนที่นี่ด่าเลย คนไทยที่นี่ด่า ทุกวันนี้เขายังด่าอยู่เลย แต่ไม่สนใจเรามีความตั้งใจ  เราก็เก็บตังค์ เราบอกว่า nothing for free ในโลกนี้ คุณจะเป็นเชฟคุณเอาความรู้ไปทำมาหากินคุณต้องลงทุน มันไม่แฟร์ที่รัฐบาลจะต้องมานั่งอุ้มทุกอย่าง แล้วเขาเห็นค่า ถ้าเราจัดหลักสูตรดีๆนะคะ เก็บเงินเขาก็ยินดี เขาเห็นคุณค่า ขนาดที่อ.สิริวรรณเขาสอน สมมุติสอนทำบัวลอย แป้งตามสูตรต้องแบบนี้ แต่ถ้าไม่มีเอาแป้งอะไรแทนที่ใกล้เคียงที่สุด เขาใช้ 6 แป้งมานั่ง test กัน มานั่งชิมกันเลยว่าเหมือนไหม คือเขาจะรู้ที่ไปที่มาและสามารถแก้ปัญหาได้ เพราะว่าบางครั้งต่างประเทศเราก็ไม่ใช่จะหาอะไรง่ายๆ บางทีโอเคอย่างเวียนนามี แต่ที่อื่นละจะมีเท่าเวียนนาไหม ก็อาจจะไม่มี

 

                ผู้สัมภาษณ์ : ทีนี้อย่างในกลุ่มยุโรป คิดว่าประเทศไหนควรจะได้รับการโปรโมตหรือประชาสัมพันธ์ อย่างเวียนนาอาจจะดีระดับนึงแล้ว

                คุณจิตวิภา : ตอนนี้ของสวนดุสิตเขาทำโครงการของเขาอยู่ก็จะมีที่ออสเตรียก็คือหนึ่ง แล้วก็โคเปเฮเกน อังกฤษ ญี่ปุ่น อเมริกา 5 ศูนย์ที่เขาทำ ประเมินออกมาแล้วเวียนนาได้ที่หนึ่ง จากลูกศิษย์ที่จบออกไปจำนวนเยอะที่สุด ตัวชี้วัดเขา 20 แต่ได้ 37 คน อันที่2ทุกคนมีอาชีพรองรับอยู่แล้ว แต่ทุกคนก็ไม่ได้มีอาชีพทั้งหมด แต่บางคนก็เป็นเชฟอยู่แล้ว บางคนก็ยังไม่ได้เป็น แต่พอได้เรียนแล้วแต่จบไปก็ได้ทำอาหาร แต่อาจจะไม่มีร้านให้ทำ แต่รับทำอาหารขายส่งตามชุมชนคนไทย หรือคนที่เป็นเชฟเองอย่างน้องที่มาช่วย หลายคนก็มีอาชีพการงานที่ดีขึ้น เพราะมันมีใบประกาศนียบัตร โอกาสที่เขาจะเข้าไป Present อาหารไทยมันมีมากขึ้น เขาจะไปนำเสนออาหารไทยให้โรงแรมที่เขาทำงานอยู่ก็มีมากขึ้น เขาทำได้มันก็ดีขึ้นกับเขา

 

                ผู้สัมภาษณ์ : ทีนี้อย่างถ้าเราสอนที่เมืองไทยกับเปิดสอนที่นี่(เวียนนา)คิดว่าอันไหนมันจะประหยัดกว่ากัน

                คุณจิตวิภา : ก็คอร์สที่นี้ก็ต้องแพงกว่าเพราะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นที่นี่เป็นยูโร ค่าจ้างแรงงานก็แพง ข้าวของก็แพง แล้ว Ingredient ส่งจากเมืองไทย ถามว่าคอร์สแพงไหม..แพง แต่ถามว่าถ้าสอนคนไทยแล้วมาทำงานที่นี้ มันมาไม่ได้ เพราะติดที่ work permit อย่างเดียว   อย่าง EU นี้ยากมาก แล้วเป็นโควต้า

 

                ผู้สัมภาษณ์ : แต่มีช่องทาง มีโอกาสไหมคะ

                คุณจิตวิภา : ต้อง Apply ปีละครั้ง แล้วก็ต้องมีโควตาจำกัด ธุรกิจ อาจารย์รอได้ไหมล่ะ มันไม่สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจ ถึงต้องเข้ามาสอนคนไทยที่นี่ ปั้นเขาดีกว่ามันง่ายกว่า เพราะเขาเป็นดินน้ำมันที่ขึ้นรูปอยู่แล้ว

 

                ผู้สัมภาษณ์ : ยังมีประเทศไหนในทวีปยุโรปอีกที่เราควรเข้าไปสนับสนุนให้มากขึ้น

                คุณจิตวิภา : อังกฤษ ร้านอาหารไทยเยอะ เยอรมันร้านอาหารไทยเป็นพัน ที่น่าทำคือประเทศที่ร้านอาหารไทยยังน้อย

 

                ผู้สัมภาษณ์ : อย่างประเทศสวีเดนนี่ เหมาะหรือไม่

                คุณจิตวิภา : ก็เยอะ แต่ส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่ไปแต่งกับฝรั่ง ก็เข้าไปปรับคุณภาพเอา แต่ในแง่ของจำนวนร้านที่น้อยนี่คือ ธุรกิจมันจะเกิดตามความนิยม แต่เรารอให้ Demand มันขึ้นเองไม่ได้ เราต้องไปช่วยสร้าง อย่างบางทีสำนักงานเข้าไปจัด Food Festival กับโรงแรม เหมือนกับไปโปรโมตอาหารร่วมกับโรงแรม โรงแรมก็ขายของใหม่ ๆ ได้ พอทำ ๆ เข้าทุกวันคนก็รู้จักมากขึ้น ตอนนี้ที่อิตาลีเปิดจาก 1 ร้าน เพิ่มขึ้นมาเป็น 6-7 ร้านขึ้นมาเนี่ยนะ เพราะว่าเราไปทำอย่างนี้ไว้ แล้วพอได้ลองเทสต์ เฮ๊ย!!!อร่อย แล้วคนชอบ ลูกค้าชอบ พอเห็นลูกค้าชอบมันมีโอกาสทางธุรกิจแล้ว ตอนนี้ที่อิ๊นซ์บรูค มีคนไทยไปเปิด มี Supermaket อยู่ที่หนึ่งชื่อ เอ็มไพรซ์ มันจะเป็น Supermarket ที่อยู่ทางด้านตะวันตก มันจะมาจากพวก เยอรมัน อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ คนไทยก็ไปเปิดเป็นTHAI TO GO หรือ TAKE AWAY หรือยืนกินไม่ใช่เป็นแบบนั่งร้าน

 

ผู้สัมภาษณ์ : ทีนี้ถ้าเราจะโปรโมต หน่วยงานที่เราไปติดต่อ เราควรจะไปที่ไหน

                คุณจิตวิภา : ถ้าในเรื่องการตลาดนะ หน่วยงานเดียวที่ทำด้านการตลาดในต่างประเทศก็คือกระทรวงพาณิชย์ อันนี้ไม่ได้ว่ากระทรวงต่างประเทศนะ เพราะกระทรวงต่างประเทศเขาจะทำงานในส่วนของการสร้างภาพลักษณ์มากกว่า คือสำนักงานพาณิชย์มันก็มีอยู่ทั่วโลก 56 แห่ง น่าจะร่วมกับพาณิชย์นะ คิดว่าทุกคนยินดีทำ

               

                ผู้สัมภาษณ์ : ย้อนกลับมานิดนึงนะคะ คิดว่าสื่อที่เราทำเนี่ยมันเกิดประโยชน์แค่ไหน

                คุณจิตวิภา : มันระดับหนึ่ง เรื่องภาษาเป็นปัญหา อย่างประเทศพวกนี้เขาพูดเยอรมัน ถ้ามันเป็นเยอรมัน ก็จะแพร่ได้เยอะกว่านี้มาก ประเทศที่พูดเยอรมันมี เยอรมัน มีออสเตรีย สวิสเซอร์แลนด์ 3 ประเทศ อย่างฝรั่งเศสก็เยอะเพราะมีประเทศอาณานิคมเยอะ หมายถึงประเทศที่ฝรั่งเศสไปถึง มันอาจจะไม่ใช่ตลาดปัจจุบัน แต่อาจจะเป็นตลาดในอนาคต ชอบเล่นตลาดที่มันเกิดใหม่ ๆ มันสนุกกว่า มันมีอะไรให้เล่นเยอะ อย่างสโลวาเนีย เป็นตลาดเปิดใหม่ โครเอเชีย สโลวัก เนี่ยน่าเล่น ยุโรปตะวันออกเนี่ยน่าเล่น เป็นประเทศเปิดใหม่ ค่อนข้างเปิดกว้าง

 

                ผู้สัมภาษณ์ : ถ้าจะเอาพวกนี้ไป จะต้องเอาภาษาอะไรไป ถึงจะใช้ประโยชน์ได้

                คุณจิตวิภา : ปัญหาอย่างคือ สโลวาเนียพูดภาษาอังกฤษได้ระดับนึง เราไม่ต้องถึงขนาดว่าทำเป็นภาษาเขาทั้งหมดก็ได้มันไม่ได้ แต่อาจารย์ต้องจับประเทศกลุ่มใหญ่ ๆ อย่างเยอรมัน ก็น่าจะทำเป็นภาษาเยอรมัน เพราะไม่ได้มีเยอรมันประเทศเดียว เพราะมันมีเยอรมัน ออสเตรีย สวิสเซอร์แลนด์ มันมีอยู่ 3 ประเทศ

 

                ผู้สัมภาษณ์ : นอกจาก research ที่เราทำ แล้วยังมีตรงไหนที่จะแนะนำ ให้เราเริ่มทำให้เกิดประโยชน์ในเชิงวิชาการที่สามารถสร้างความแตกต่างในตัว help อย่าง bio

                คุณจิตวิภา : จะเน้นอะไรต้องดูสไตล์ตลาดด้วย อย่างสาคูเปียก ข้าวเหนียวเปียก อะไรที่แหยะ ๆ เขาไม่กิน มันต้องดูเทสต์ของคนที่นี่ด้วย อย่างอาหารไทยเนี่ยคนที่ไม่ชอบก็จะบอกร้อน เผ็ด อะไรอย่างนี้ คนไทยยังกินเผ็ดไม่เท่ากันเลย อย่างส้มตำก็ยังใส่พริกไม่เท่ากัน ซึ่งมันปรับได้ ไม่ใช่ว่ามันจะต้องเผ็ดอย่างนั้นตลอดกาล

 

                ผู้สัมภาษณ์ : งั้นของหวานคงโปรโมตไม่ได้มากใช่ไหมค่ะ

                คุณจิตวิภา : อย่างข้าวเหนียวมะม่วง ก็ทำอยู่

 

                ผู้สัมภาษณ์ : อย่างลูกชุป

                คุณจิตวิภา : ฝรั่งไม่ชอบอะไรปั้น ๆ ไม่แน่ใจ อย่างข้าวเหนียวดำเนี่ยทำได้

 

                ผู้สัมภาษณ์ : อย่างข้าวต้มมัด

                คุณจิตวิภา : ข้าวต้มมัดเขากิน เพราะที่ทำมาก็ขายได้

 

                ผู้สัมภาษณ์ : อย่างพวกเหลว ๆ เช่น ทับทิมกรอบที่เป็น Frozen อยู่ตอนนี้

                คุณจิตวิภา : อย่างทับทิมกรอบคือมันขายได้หน้าเดียวนะ เพราะที่นี่อากาศหนาวต้องดูหลายอย่าง เพราะจะขายได้หน้าเดียวก็คือหน้าร้อน

 

                ผู้สัมภาษณ์ : ถ้าเป็นข้าวเหนียวหน้าสังขยา

                คุณจิตวิภา : ข้าวเหนียวก็ได้นะ ถ้าเบสมาจากข้าวเหนียวมูลมาก็ได้ค่ะ อย่างสังขยาฟักทองเราก็มีสอน แต่ถ้าฟักทองเมืองไทยได้ เพราะฟักทองที่นี่ไม่อร่อย คือจะเอาไปผัดไข่ยังไม่ได้เลย มันเละ มันไม่เหนียว

 

                ผู้สัมภาษณ์ : อย่างที่เราทำ Sauce หลาย ๆ ชนิด ก็ไม่รู้ว่าถ้าเราไปบอกร้านอาหารว่าคุณทำ Sauce แบบนี้

                คุณจิตวิภา : ส่วนใหญ่เขาใช้ Sauce เป็นวัตถุดิบ ส่วนใหญ่เขาจะทำ Sauce ไว้อยู่แล้ว ที่นี่นะถ้าเสิร์ฟช้าคนก็ไม่กิน สมมุติว่า ผัดไทย เขาก็ทำ Sauce ผัดไทย


ผู้สัมภาษณ์ : คือตอนนี้เราทำ Sauce ไว้หลายตัวอย่าง Sauce แกงอ่อม อะไรอย่างนี้ คุณจิตวิภาว่าเราจะทำได้
ไหมค่ะ อย่าง Sauce แกงเลียงอย่างนี้

                คุณจิตวิภา : อย่าง Sauce แกงเลียง เขาก็ต้องรู้จักแกงเลียงก่อน มันต้องมาแนะนำอาหารก่อนอย่างนี้นะ แต่ถ้าอยากประหยัดเวลาก็ใช้อันนี้นะ คือถ้าเราจะทำ Cooking ต่อไป หรืออาหารใหม่ ๆ อย่างห่อหมกก็ได้ อย่างแกงส้มก็อย่าเปรี้ยวมาก เพราะที่นี่กินไม่ค่อยได้ อย่างพะแนงก็ได้

 

                ผู้สัมภาษณ์ : Suace ที่เราทำสำเร็จ มีโอกาสที่เอกชนที่นี่เขาจะสนใจไหม

                คุณจิตวิภา : คือ ผู้ผลิตผลิตออกมาแล้วมันก็มี channel ของเขาเอง ถ้าเป็นโครงการความร่วมมือก็เชิญบริษัทมา ก็คือเป็นผู้ส่งออก เดี๋ยวจะแนะนำอาจารย์ให้รู้จักกับคนที่ดูแลเรื่องอาหารที่กรม เขาจะรู้จักผู้ส่งออกเยอะ และทำเรื่องไปว่าเราจะให้ความร่วมมือเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่วนทางนี้เองก็พยายามจะ introduce ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างแกงเลียง

 

                ผู้สัมภาษณ์ : เราทำเป็นถุงบรรจุ (Pouch) มีหลายอย่างอย่าง เช่น ข้าวซอย ผัดกะเพรา แกงเลียง

                คุณจิตวิภา : ก็อย่างที่บอกว่าเราต้องให้เขารู้จักอาหารก่อน อย่างข้าวซอยเขาก็ต้องรู้จักข้าวซอยก่อน ถึงจะซื้อน้ำข้าวซอยมาทำ อย่างที่เป็นเพ๊าซ์เนี่ย มันก็จะดีในส่วนที่อาหารสดเข้าไม่ถึง เคยไปกินผัดกะเพราที่หนึ่ง กะเพราเหี่ยวมากเลย คือมันเหมือนโดนความเย็นมาก ก็ถามเขาว่าทำไมเป็นแบบนี้ เขาก็บอกว่ามันมีแค่นี้ก็ดีแล้วนะ เพราะกว่าจะมาถึงเขาเนี่ยมันนาน

 

                ผู้สัมภาษณ์ : อย่าง Sauce สำเร็จรูปพวกนี้ในเวียนนามีไหมคะ

                คุณจิตวิภา : มันก็เหมือน topping อย่างฉู่ฉี่คนรู้จักใช้ได้ แต่ยังไงก็ต้องลองเทสต์ก่อน ให้ฝรั่งเทสต์ให้ ว่าเขารับได้ไหม เพราะที่นี่มันต้อง product testing ก่อน ถ้า product testing เนี่ย อาจารย์ขอความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศก็ได้ เขาจะจัดคนกลุ่มนึงมาเทสต์ให้ จะได้รู้ว่าฝรั่งรับได้ไหม ที่เราว่าหอมว่าอร่อยเนี่ย ฝรั่งจะว่ายังไง เราก็ว่าอร่อยของเรา

 

                ผู้สัมภาษณ์ : อย่างตัวนี้ ความเป็นไปได้ในแง่ของทำเพื่ออุตสาหกรรม มีความเป็นได้มากแค่ไหน

                คุณจิตวิภา : หนึ่งก็คือต้องมี Product Testing กับ Market ออกมาก่อน สองก็คือ อย่างเรามีซอสผัดไท คนส่วนใหญ่รู้จักแล้ว อย่างซอสแกงเลียง คนก็ต้องรู้จักก่อนว่าแกงเลียงเป็นยังไง พอเขาจะทำ เขาจะได้นึกถึง ว่ามีอะไรบ้าง มันต้องให้รู้จักอาหารจานนั้นก่อน อย่างผัดไทย ต้มยำกุ้งคนรู้จักหมดแล้ว

 

                ผู้สัมภาษณ์ : คุณอ้วนคิดว่าในนี้มีอะไรที่เราน่าจะพอทำได้

                คุณจิตวิภา : น้ำส้มตำ คือมันจะง่ายขึ้น คือ ซื้ออันนี้กลับบ้านและเอาไปคลุก ๆ ใส่ มันก็เหมือนเป็น dressing แกงส้มไม่แน่ใจว่าคนที่นี่จะกินหรือป่าว เพราะเขาบอกมันเปรี้ยว เวลาแกงส้มนึกถึงอะไร...แกงกิมจิ มันก็คล้าย ๆ กัน

 

                ผู้สัมภาษณ์ : ทีนี้มาดูในแง่มุมมองสื่อที่เราทำ

                คุณจิตวิภา : ภาษาค่ะ แต่ว่าต้องจับกลุ่มอย่างเยอรมัน speaking country ก็มี 3 ประเทศ ฝรั่งเศสก็มีฝรั่งเศสและอาณานิคมทั้งหมด สเปนก็มีสเปนกับพวกอเมริกาใต้

 

                ผู้สัมภาษณ์ : ถ้าเป็นทางยุโรปตะวันออกนี่ควรจะทำยังไง

                คุณจิตวิภา : ยุโรปตะวันออกนี่ยาก เพราะว่า จะมีภาษาของตัวเองทุกประเทศ ภาษาสโลวัก ภาษาเชค ก็ใกล้เคียงกัน เพราะมันประเทศเดียวกันมาก่อน แล้วมาแยก อย่างฮังการีก็มีภาษาของตัว อย่างโรมาเนียก็มีภาษาของตัวเอง อาจารย์ก็ต้องทำภาษาอังกฤษแล้วล่ะ อาจารย์จับกลุ่มใหญ่ ๆ ดีกว่า เช่นกลุ่มประเทศที่พูดอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส  สเปน 

 

                ผู้สัมภาษณ์ : คนที่นิยมบริโภคอาหารไทยในเวียนนาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มไหน

                คุณจิตวิภา : เป็นคนมีการศึกษา เคยเที่ยวเมืองไทยมาก่อน เคยสัมผัสอาหารมาแล้ว แล้วก็มีความรู้ มีฐานะ เพราะอาหารไทยที่นี่แพงกว่าอาหารพื้นเมือง

 

                ผู้สัมภาษณ์ : เที่ยวเมืองไทยมาก่อนนี่เป็นตัววัดอันหนึ่งเหรอคะ

                คุณจิตวิภา : ส่วนมากเขาเคยกินแล้วเขาชอบ เขาก็จะหา แล้วก็จะกลับมากินอีก

 

                ผู้สัมภาษณ์ : ถ้าคนไม่เคยไปเมืองไทย เราจะเจาะตลาดกลุ่มนี้ได้ไหม

                คุณจิตวิภา : ก็ต้องปากต่อปาก บอกต่อ ลองแล้วชอบ หลายทาง แล้วก็อย่างที่ทางราชการทำ ก็อย่างเช่น Food Festival อย่างนี้ หรือจัด Cooking Class หรือ  เข้าไปสาธิตในร้านอาหาร อย่างที่เคยทำ มะม่วงหิมพานต์ขายหมด ส้มตำขายหมด ผัดซีอิ๊ว คือเราต้องให้เขากินเป็น ให้รู้จักอาหารก่อน คือถ้าเขาจะกินเนี่ย เขาก็ต้องไปกินที่ร้านอาหารไทย ร้านอาหารไทยเองก็ต้องซื้อจากเมืองไทยอยู่แล้ว

 

                ผู้สัมภาษณ์ : ก็คือสร้างเชฟที่อยู่ในประเทศนั้นอยู่แล้ว

                คุณจิตวิภา : นี่คือในเรื่องของธุรกิจไง ทำให้ธุรกิจมันเกิด ธุรกิจต้องมีเงิน มีทุน มีคน ก็คือเราทำคนให้ ไม่แคร์นะว่าเจ้าของร้านเป็นชาติไหน แต่ขอให้ทำอาหารไทยให้ถูกแล้วกัน เพราะถ้ารอให้คนไทยทำนะไม่เกิด เพราะคนไทยจะเอาเงินที่ไหน ร้านอาหารหนึ่งร้านที่ออสเตรียใช้เงินเท่าไหร่อาจารย์ เป็นแสนยูโร

 

                ผู้สัมภาษณ์ : ปัญหาในส่วนที่เรานำคนเข้ามาไม่ได้

                คุณจิตวิภา : มันต้องมีโควตา มันเป็นปัญหาระดับชาติ ประเทศนี้มัน Labor Party เนี่ยมันมีเสียง มันมีผลกระทบต่อประชาชนของเขา มันเป็นเรื่องของการเมืองระดับชาติ เขาก็ป้องกันอาชีพให้กับคนของเขา การเอาคนอื่นมาแย่งงานมันเป็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงยากที่สุด จะรอ FTA ก็ได้มันก็ได้แค่ระดับนึง เขาก็ทำไป เราก็ต้องทำไปเหมือนกัน จะมารอตรงนั้นไม่ได้ ถือเราใช้หลักการตลาดมาก่อน เราเห็นช่องทางมาเยอะ ตรงนี้ต้องการอะไร อย่างสอน 90 ชั่วโมง ก็ให้เขาสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานไปเลยนะ อย่าง FTA มาถามว่าทำไมต้องมาตรฐานหนึ่ง มันเป็นมาตรฐานของประเทศ อย่างเกษตรจัด ราชภัฏจัด สถาบันคนละสถาบันเราก็ไม่ว่ากัน แต่ว่าชาวต่างชาติทุกคนต้องเข้าให้ได้ เป็นมาตรฐานเดียวกัน มาตรฐานหลัก ฉะนั้นเวลาไปจัดเนี่ย พอสอนเสร็จก็วิ่งไปประสานกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพราะเรามี Connection เขาก็ส่งกรรมการมาสอบ เรียนกับทางเราได้ 2 ใบ ได้จากราชภัฏสวนดุสิตด้วย ได้จากมาตรฐานฝีมือแรงงานด้วย แล้วคุณมีใบนี้ ประเทศไหนที่มี FTA ก็เอาไปทำงานได้เลย ไม่ต้องอยู่ออสเตรียจนตายไปอยู่ที่อื่นก็ได้ คือต้องการให้คนเรามีมาตรฐานขึ้น

 

                ผู้สัมภาษณ์ : เขามีความต้องการเรื่องภาษาไหมคะ

                คุณจิตวิภา : ก็ระดับหนึ่งค่ะ ก็ต้องพูดให้ได้มากที่สุด

 

                ผู้สัมภาษณ์ : อย่างที่นี่ก็ยังอ่อนกว่าที่อังกฤษ

                คุณจิตวิภา : อย่างที่อังกฤษก็ต้องผ่าน MBQ ที่นี่ไม่ค่อยเข้มงวดเรื่องนี้ แต่ขอให้มีใบ จบอะไรมาสักหน่อย แต่ก่อนนี้มีจัดสอนก็เอาคนไทยมาสอนฟรี ก็มีเรียนบ้างไม่เรียนบ้าง ไม่สนใจไม่ใส่ใจ พอจบก็ส่ง certificate ให้ ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ คือที่นี่อย่างเดียวขอให้มีใบว่าคุณจบอะไรมาสักอย่างหนึ่ง

 

                ผู้สัมภาษณ์ : ถ้าโครงการจะสร้างสื่อขึ้นมา ควรจะสร้างสื่ออะไรนอกเหนือจากนี้ มีความต้องการสื่อประเภทไหน สื่อควรจะมีเนื้อหาสาระอย่างไร

                คุณจิตวิภา : คือต่อไปนี้คงไม่ใช่แค่สูตรทำ ประโยชน์ต้องมาก่อนและก็สูตรวิธีการทำ กับผลวิจัยเนี่ยมันอาจจะดูหนักแต่มันเป็นการรับรอง เป็นการยืนยัน ไม่ใช่อะไรที่พูดขึ้นมาลอย ๆ แล้วก็เรื่องของภาษา รูปแบบก็น่าจะโอเค เป็นหนังสือก็ดีเพราะว่าทุกสื่อทุกแบบมันมีข้อดีข้อเสียของมัน อย่างเป็น VCD ก็ไม่มีเครื่องเปิดก็จบ โอเคพกง่าย ไปเปิดได้บางโอกาส หนังสืออาจจะถือหนัก แต่กางดูได้ตลอดเวลา  ทำกับข้าวเราก็กางได้ เพราะที่นี่จะมีสแตนด์ ก็ดีคนละแบบ แต่ปกไม่สวย เพราะว่าเวลาจ้างทำทุกสิ่งทุกอย่างจะจ้างคนออกแบบ เพราะมันคือimage แรก มันเห็นแล้วน่าหยิบ รูปมันไม่น่าสนใจ สีอาหารไม่น่ากิน อาจจะต้องให้ food stylish มาช่วยจัดหน่อยไหม จัดแบบโบราณมากเลย สีที่ใช้มันควรจะทำให้ดูอาหารน่ากิน แล้วสีไม่เกินความจริงมาก บางทีมันต้องปรับเป็นโมเดิร์นบ้าง คือทางกรมจะเน้นเรื่องของการดีไซน์เป็นหลัก คือให้มองแล้วเป็น international life โอเคบางอย่างมันอาจจะเป็น tradition อย่างอาหารไทยถ้าเป็น tradition ปรุงแบบไทย แกะสลักเข้ามาช่วย เราก็สอน แต่ถ้าเป็นโมเดิร์นเราก็สอน แต่เป็นวัตถุดิบอันเดิมนี่แหละ คือของเดิมก็ต้องสงวน แต่ของใหม่ก็ต้องพัฒนา

 

                ผู้สัมภาษณ์ : แล้วอาหารฟิวชั่น

                คุณจิตวิภา : คืออาหารไทยเดิมบ้านเราจริง ๆ ก็เพี้ยนแล้วนะ คนกรุงเทพกินแพงเขียวหวาน หวานจ๋อยเลย คือไม่ได้เรียนมาไง ลักจำมาจากพ่อแม่ แต่คำว่าหวานคือหวานน้ำกะทิไม่ใช่หวานแกงเขียวหวาน คนที่นี่ก็ใช้ของมาตรฐานที่นี่ จะไปพกของไทยไปทั่วก็ไม่ได้ เราต้องปรับมาตรฐานสากลลงไปหาเรา ถ้วยตวงบ้านเราก็มีขายเฉพาะบ้านเรา ถ้วยตวงที่นี่ใหญ่กว่าบ้านเรา พอสูตรมาทำอาหารเพี้ยนหมดเลย กลายเป็นว่าหวานไปอีก




Date: 15 มกราคม 2552
Viewed: 23728

<< Back
ลงทะเบียนรับข่าวสาร

Multimedia One Click!


Thai Food Good Health
Flash Multimedia



E-book Thaifood for Children
Get FlipViewer Click Here



Healthy Food from the Thai Kitchen



The Health Benefits of Thai Food


Thai Food Sets for the World Vol.2 Short Documentary



Thai Food Sauce Ready to Cook




Thai Food Good Set Menu for Health Ebook



Best Restuarant in USA



Thai Food Good Health
Ebook - Don't miss!!



Restaurant Database

Researches Database